ยำก้านคะน้า

ยำก้านคะน้า ใส่ตับหมู บำรุงเลือด สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ อาหารที่มีประโยชน์

ยำก้านคะน้า ใส่ตับหมู จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงเลือด เพราะถ้าร่างกายของคุณแม่ขาดธาตุเหล็ก เลือดจะจาง ทำให้มีผลกระทบต่อพัฒนาการสมองทารกนั่นเอง

ยำก้านคะน้า ใส่ตับหมู  ธาตุเหล็กเป็นสิ่งที่คุณแม่จะขาดไม่ได้เลยในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะทารกในครรภ์ต้องการอาหารเพื่อขยายการเจริญเติบโตของเซลล์ ทำให้ร่างกายคุณแม่ต้องการเลือดเพิ่มขึ้นเพื่อส่งอาหารต่อไปยังทารกในครรภ์

วันนี้เราจึงนำสูตรอาหารเพิ่มธาตุเหล็กให้กับร่างกายของคุณแม่กับเมนูยำคะน้าสุดอร่อยใส่ตับหมู และหมูเนื้อแดง ที่เป็นแหล่งรวมธาตุเหล็กชั้นดี

à¸à¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸à¸à¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸ ¸ªà¸³à¸ "เพื่อ£â±â ?? เธเธเธ¸เธฑเธเธงเธเธเธฑเธเธงเธเธเธฑเธ ¸ "à¸" ม¡¹

และเพิ่มไอโอดีนเพื่อบำรุงสติปัญญาให้กับลูกน้อยด้วยการใส่กุ้งเข้าไปด้วย แถมยังเป็นเมนูยำรสชาติอ่อน ๆ สำหรับคุณแม่ที่เบื่ออาหารรสจืดอีกด้วย

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • คะน้าต้นใหญ่เฉพาะก้าน (หั่นเฉียง) 5-8 ต้น
  • ตับหมู 100 กรัม
  • หมูเนื้อแดงไม่ติดมัน 100 กรัม
  • กุ้ง 6 ตัว
  • พริกขี้หนูซอย 1 เม็ด
  • หอมแดงซอย 1 หัว
  • น้ำตาลทรายสำหรับปรุงรส
  • น้ำปลาสำหรับปรุงรส
  • น้ำมะนาวสำหรับปรุงรส

à¸à¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸à¸à¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸ ¸ªà¸³à¸ "เพื่อ£â±â ?? เธเธเธ¸เธฑเธเธงเธเธเธฑเธเธงเธเธเธฑเธ ¸ "à¸" ม¡¹

วิธีทำ

1. ลวกก้านคะน้าในน้ำร้อนประมาณ 10 วินาที ตักขึ้นลงแช่ในน้ำเย็นจัดทันที จากนั้นตักขึ้นสะเด็ดน้ำ เตรียมไว้

2. ลวกตับหมู เนื้อหมู และกุ้งในน้ำเดือดจัด ตักใส่อ่างผสม ใส่คะน้า หอมแดงซอย และพริกขี้หนูซอย

3. ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะนาวเคล้าผสมให้เข้ากัน ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

Continue Reading
เริมที่ปาก

เริมที่ปาก สาเหตุ อาการ และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นเริมที่ปาก

เริมที่ปาก เป็นการติดเชื้อเริมที่ริมฝีปากเกิดจากเชื้อ herpes โดยมีลักษณะเป็นตุ่มใสๆเล็ก บริเวณริมฝีปาก ปาก เหงือกและมีอาการปวด

เริมที่ปาก เกิดจากการติดเชื้อ herpes simplex type 1 ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อครั้งแรก อาจจะไม่มีอาการหรือเกิดตุ่มใส เชื้อนั้นจะไปยังปมประสาท และอยู่โดยไม่มีการแบ่งตัว จนมีภาวะแวดล้อมเหมาะสมเชื้อจะแบ่งตัว และทำให้เกิดตุ่มใสที่ปากลักษณะเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใส แสบและคันเล็กน้อย

ตุ่มน้ำใสนี้จะแตกออกง่ายแล้วตกสะเก็ด หายไปในเวลาประมาณ 7-8 วัน ก่อนจะเกิดตุ่มน้ำใส อาจมีอาการตึงๆ ร้อนวูบวาบบริเวณริมฝีปากนำมาก่อนได้ในผู้ป่วย บางรายอาการครั้งแรกจะรุนแรง มีแผลตุ่มน้ำจำนวนมาก มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโตได้

เริมที่ปาก

หลังจากอาการหายแล้ว เชื้อไวรัสจะหลบซ่อนภายในปมประสาท ต่อมาเมื่อร่างกายอ่อนแอลง มีอารมณ์เครียด ถูกแสงแดด ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้จะออกจากปมประสาทมายังบริเวณที่เคยมีอาการติดเชื้อครั้งแรก

ทำให้โรคเป็นๆ หายๆ อยู่บ่อยๆ โดยทั่วไปการติดเชื้อเริมมักจะไม่รุนแรง แต่ในคนที่มีภูต้านทานต่ำกว่าปกติ เช่น คนที่กำลังได้รับยารักษาโรคมะเร็งหรือกำลังได้รับการฉายรังสี เป็นต้น อาการที่เป็นอาจรุนแรงได้

การติดต่อ

การติดต่อเชื้อนี้จะติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงเช่นการจูบ หรือการใช้ของร่วมกัน เช่น การใช้ใบมีดโกน การใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน หลังจากได้รับเชื้อ 7-10 วันจะเริ่มเกิดอาการแสบร้อนและตามด้วยตุ่มใสเล็กๆ ตุ่มใสนี้จะอยู่เป็นเวลา 7-10 วันแล้วจึงเริ่มหาย

อาการของเริม

  • เริ่มด้วยอาการปวดแสบปวดร้อน คันๆบริเวณปากก่อนเกิดผื่น 2 วัน
  • ต่อมาเกิดตุ่มใสที่ปากหรือริมฝีปาก ตุ่มอาจจะรวมกันเป็นแผลใหญ่
  • อาจจะมีไข้ต่ำๆ

การวินิจฉัย

  • จากลักษณะเฉพาะของผื่น
  • จากการเพาะเชื้อ
  • จาการตรวจ Tznack test

พนันออนไลน์

การรักษาเริม

  • เมื่อเกิดอาการครั้งแรกในระยะตุ่มน้ำใส ควรรับไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยถูกต้องแน่นอน ซึ่งอาจได้รับยาที่ช่วยให้อาการระยะเฉียบพลันดีขึ้น
  • รักษาความสะอาดของร่างกายรวมทั้งล้างมือให้สะอาดทันทีหลังจับต้องแผล เพราะอาจจะนำเชื้อไปสู่ส่วนอื่นของร่างกายได้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น เช่น การจูบ ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันโดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำเพาะมีโอกาสติดเชื้อง่าย
  • ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจจะหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์
  • ให้ทำความสะอาดผื่นด้วยสบู่ฆ่าเชื้อ
  • การรับประทานยาฆ่าเชื้ออาจจะทำให้หายเร็วขึ้น

โรคแทรกซ้อน

  • ตาบอดได้หากเชื้อนี้เกิดที่ตา
  • เชื้อนี้แพร่ไปติดเนื้อเยื่อข้างเคียง
  • มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผื่น
  • มีการกลับเป็นซ้ำของผื่น
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องการติดเชื้อนี้อาจจะทำให้เสียชีวิต

การป้องกัน

  • ระวังการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นเริมและยังมีผื่นในระยะติดต่อ
  • อย่าใช้ของร่วมกัน
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.siamhealth.net 

Continue Reading
วัณโรค

วัณโรค / วัณโรคปอด (Tuberculosis) อาการ, สาเหตุ, การรักษา

วัณโรค หรือโรคทีบี หรือที่โบราณเรียกว่า “ฝีในท้อง” คือ โรคติดเชื้อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อวัณโรคที่สามารถแพร่ให้คนที่อยู่ใกล้ชิดได้

วัณโรค จัดว่าเป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่ง พบได้มากในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ และมักพบในผู้ที่มีฐานะยากจนหรืออยู่กันอย่างแออัด วัณโรคถือเป็น 1 ใน 10 สาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก

วัณโรค

สาเหตุของวัณโรค เชื้อที่เป็นสาเหตุ : เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีการเจริญเติบโตหรือการแบ่งตัวช้ากว่าแบคทีเรียทั่วไปชนิดอื่น ๆ

โดยแบคทีเรียกลุ่มนี้มีชื่อว่า “ไมโครแบคทีเรีย” ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดวัณโรคได้ แต่สายพันธุ์ที่พบได้บ่อยและก่อปัญหามากที่สุดในมนุษย์คือ เชื้อ “ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส” (Mycobacterium tuberculosis) หรือบางครั้งเรียกว่า “เชื้อเอเอฟบี” (Acid fast bacilli : AFB) ซึ่งสามารถแพร่กระจายในอากาศและติดต่อจากคนสู่คนได้

การรักษาวัณโรค
หากมีอาการน่าสงสัย เช่น ไอเรื้อรัง มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง หอบเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นวัณโรค แพทย์จะให้การดูแลรักษา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Continue Reading
ซุปหน่อไม้

ซุปหน่อไม้ ใส่น้ำใบย่านางกับปลาร้าแซ่บๆนัวๆอร่อยง่ายๆแบบพื้นบ้าน

ซุปหน่อไม้ ต้มใส่น้ำใบย่านางกับน้ำปลาร้า เติมรสเผ็ดสะท้านทรวง สุดท้ายใส่งาคั่ว กินกับข้าวเหนียวร้อน ๆ ฟินหลายเด้อพี่น้อง

ซุปหน่อไม้ อาหารอีสาน เชื่อแน่ว่าหลายคนนึกถึงเมนูซุปหน่อไม้ เป็นอันดับต้น ๆ ใครขี้เกียจต่อคิวซื้อก็ลองทำเองกันเถอะ เราขอนำเสนอวิธีทำซุปหน่อไม้ มาเริ่มทำไปกับเราเลยนะค่ะ

ซุปหน่อไม้

ส่วนผสม ซุปหน่อไม้

• หน่อไม้ในน้ำใบย่านาง 500 กรัม
• หอมแดง 5-6 หัว
• งาขาว 2 ช้อนโต๊ะ
• พริกสด 6 เม็ด
• น้ำปลาร้าต้มสุก 5 ช้อนโต๊ะ
• ใบแมงลัก
• ต้นหอม
• ผักชี
• ใบสะระแหน่

วิธีทำซุปหน่อไม้

  • คั่วงาขาวให้หอม คั่วพริกสดและหอมแดงให้สุก
  • ต้มหน่อไม้ในน้ำใบย่านางให้สุกหอม ใส่น้ำปลาร้าและใบแมงลัก ต้มไปเรื่อย ๆ จนน้ำใบย่านางเหลือขลุกขลิก
  • ใช้ครกบุบงาขาวพอแตก (ตักขึ้นพักไว้) และโขลกพริกและหอมแดงพอหยาบ
  • ใส่หน่อไม้ลงไปตำเบา ๆ ให้เข้ากัน
  • ตามด้วยงาขาว ตำเบา ๆ ใส่ผักต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ ตำเบา ๆ ให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามชอบ ตักใส่จานได้เลยค่ะ (สูตรนี้ไม่ได้ปรุงเพิ่มนะคะ ใส่แค่น้ำปลาร้าก็อร่อยแล้วค่ะ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

 …

Continue Reading
เตือนก่อน

เตือนก่อน กินเค็มเสี่ยงไตวาย ชิมก่อนปรุง ลดกินอาหารแปรรูป

เตือนก่อน กินอาหารที่มีโซเดียมมาก เสี่ยงเส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดสมองแตก และไตวาย

เตือนก่อน กรมอนามัยเน้นประเด็น “5 หนทางสู่ 5 กรัม” ซึ่งหมายถึง 5 วิธีการสู่การบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (เกลือ 1 ช้อนชามี 5 กรัม) ได้แก่

  • เลือกกินผักผลไม้สดแทนผักผลไม้แปรรูป
  • ลดการปรุงเค็มลงเพื่อปรับการรับรส
  • ใช้เครื่องเทศแทนเครื่องปรุงรสเค็มในการปรุงอาหารให้กลมกล่อม
  • ฝึกนิสัยการไม่กินเค็มให้แก่เด็กโดยนำพวงเครื่องปรุงรสออกจาก โต๊ะอาหาร
  • อ่านฉลากอาหารทุกครั้งก่อนซื้อ เพื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันโดยเลือกผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นที่มีโซเดียมน้อยที่สุด เนื่องจากโซเดียมไม่เพียงแต่มีในอาหารเกือบทุกชนิดตามธรรมชาติ เช่น ข้าว เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง แต่ยังมีอยู่มากในเครื่องปรุงรสและอาหารแปรรูป เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสหอยนางรม ผงชูรส ไส้กรอก กุนเชียง อาหาร หมักดอง รวมทั้งอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง อาหารกึ่งสำเร็จรูป และอาหารจำพวกขนมขบเคี้ยว ดังนั้น ในชีวิตประจำวันแม้จะไม่ได้ปรุงอาหารเพิ่ม แต่ร่างกายก็ได้รับโซเดียมจากอาหารธรรมชาติแล้วประมาณ 600-800 มิลลิกรัม

เตือนก่อน

ทั้งนี้ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ใน 1 วันร่างกายไม่ควรรับโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือเปรียบเทียบเป็นเกลือ 1 ช้อนชา หากได้รับมากเกินไปก็จะมีผลเสียต่อสุขภาพ

ทำให้เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดสมองแตก และไตวาย และหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะเกิดโรคแทรกซ้อนถึง ขั้นเสียชีวิต

การปรับพฤติกรรมการกินจึงเป็นวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย และมีส่วนลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาโรคไตได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

Continue Reading
ก๋วยเตี๋ยว

ก๋วยเตี๋ยว น้ำต่าง ๆ ใส่เครื่องจัดเต็มพร้อมน้ำซุปกลมกล่อมหอมอร่อย

ก๋วยเตี๋ยว น้ำต่าง ๆ มาพร้อมกับเส้นหลากสไตล์ และเครื่องเคราจัดเต็ม จับคู่กับน้ำซุปตามชอบ จะทำกินตอนไหนก็ฟิน

ก๋วยเตี๋ยว เป็ดพะโล้  จากที่เคยซื้อก๋วยเตี๋ยวเป็ด แม้จะอร่อยแต่เนื้อเป็ดทั้งน้อยและแล่บางมาก ๆ เจอแบบนี้ขอบายแล้วมาทำเองดีกว่า พบกับเมนูก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ สูตรนี้ใส่กระเทียมดองกับใบเตยต้มพร้อมเป็ดพะโล้ จะเอาไปโปะบนเส้นก๋วยเตี๋ยวหรือจะกินกับข้าวสวยก็อร่อยค่ะ

ส่วนผสม ก๋วยเตี๋ยวเป็ด

• น่องเป็ดติดเนื้อ 2 ชิ้น
• กระเทียม 6 กลีบ
• โป๊ยกั๊ก 3 ดอก
• อบเชย 2 ก้าน
• พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ
• รากผักชี หรือก้านผักชี 2 ช้อนโต๊ะ
• ผงพะโล้ 1 ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วดำหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
• กระเทียมดอง พร้อมน้ำกระเทียมดอง 2 ช้อนโต๊ะ
• ใบเตย 2-3 ใบ
• น้ำ 1/2 หม้อ (ประมาณ 5 ถ้วย)
• เส้นก๋วยเตี๋ยว
• กากหมูกระเทียมเจียว
• ตั้งฉ่าย
• น้ำส้มพริกดอง
• ต้นหอมกับผักชีสับหยาบ
• เครื่องปรุงตามชอบ

ก๋วยเตี๋ยว

วิธีทำก๋วยเตี๋ยวเป็ด

1. นำกระเทียม โป๊ยกั๊ก อบเชย พริกไทยเม็ด และรากผักชีใส่ห่อผ้าขาวบาง มัดให้เรียบร้อย
2. นำน้ำครึ่งหม้อใส่ผงพะโล้ ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นพะโล้แรงมาก ให้ลดผงพะโล้เหลือ 1 ช้อนชา เติมซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และซีอิ๊วดำหวาน ใส่หัวกระเทียมดองทั้งหัวพร้อมน้ำกระเทียมดอง ใส่เครื่องที่ห่อไว้ลงไป มัดใบเตยใส่ลงไปเพิ่มความหอม
3. ใส่น่องเป็ดลงไป คนให้เข้ากัน ปิดฝา เปิดไฟกลางค่อนไปทางอ่อน ตุ๋นไปอีก 1 ชั่วโมง หรือจนเนื้อเป็ดเปื่อยจนเป็นที่พอใจก็ปิดเตา
4. ทำก๋วยเตี๋ยว ในสูตรทำเส้นหมี่หรือเส้นอื่นก็ตามชอบ ลวกเส้นหมี่ใส่ชาม แล้วก็ลวกผักคะน้ากับถั่วงอกลงชาม ใส่กากหมูกระเทียมเจียว ตามด้วยตั้งฉ่ายนิดหน่อย เติมน้ำส้มพริกดอง
5. ตักเป็ดขึ้นมาแล้วก็สับเป็นชิ้นตามชอบ โปะลงบนเส้นก๋วยเตี๋ยว ตักน้ำซุปลงชาม ใส่ต้นหอมกับผักชีสับหยาบ โรยพริกไทยป่น ปรุงรสตามชอบ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

 …

Continue Reading
สลัดโรล

สลัดโรล ปูอัด อาหารลดน้ำหนักสุดเก๋ ผักแน่นอร่อยแบบเบา ทำให้เราหลงไหล

สลัดโรล ปูอัด อาหารลดน้ำหนักห่อผักแน่น ๆ เติมโปรตีนเพิ่มความอิ่ม กินกับน้ำจิ้มตามชอบ มื้อนี้อิ่มอร่อยแบบสบายท้อง

สลัดโรล เมนูสลัดผักหน้าตาธรรมดา ไม่ค่อยกระตุ้นความอยากอาหารเท่าไร คราวนี้ลองจับผักไปห่อเป็นเมนูสลัดโรล แบบเก๋ ๆ กันดีไหม ขอนำเสนอวิธีทำสลัดโรลปูอัด จับแป้งเปาะเปี๊ยะญวนห่อผักและปูอัด ใครจะทำเป็นสลัดโรลทูน่าหรือสลัดโรลสาหร่ายก็เข้าท่านะคะ

สลัดโรล

ส่วนผสม สลัดโรลปูอัด

• แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะญวน
• ผักสลัดต่าง ๆ ตามชอบ
• แครอท (หั่นเป็นเส้นยาว)
• แตงกวา (หั่นเป็นเส้นยาว)
• ปูอัด
• น้ำจิ้มสลัดโรล [คลิกดู สูตรน้ำจิ้มสลัดโรล]

วิธีทำสลัดโรลปูอัด

1. หั่นครึ่งแป้งเปาะเปี๊ยะญวนแล้วนำมาจุ่มน้ำพอนุ่ม วางแป้งไว้ในจานใหญ่ หรือเขียงแบน
2. วางผัดสลัดลงไป ตามด้วยแครอท แตงกวาหั่นยาว และปูอัด
3. ม้วนจนสุดแป้ง หั่นครึ่ง จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสลัดโรล

สำหรับสาว ๆ ที่อยากลดน้ำหนักลองมาทำสลัดโรลปูอัดกันเถอะ ถ้าไม่อยากใช้แผ่นแป้งห่อก็เปลี่ยนมาใช้สาหร่ายห่อแทนก็ได้นะคะ กินกับน้ำจิ้มสลัดโรลเพิ่มความฟิน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

Continue Reading

กล้วยน้ำว้า เมนูกล้วยอร่อยแบบคลีน ขนมไม่อ้วนทำง่ายกินเพลิน

กล้วยน้ำว้า แบบกรอบใคร ๆ ก็ทำกินกัน ลองเปลี่ยนมาทำกล้วยน้ำว้าอบ สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ เคี้ยวนุ่มหนึบ0โรยงาขาว

กล้วยน้ำว้า ทำอะไรได้บ้าง ? ส่วนใหญ่จะแปรรูปเป็น กล้วยแขก กันเนอะ แต่ของทอดคงไม่เหมาะสำหรับคนกลัวอ้วน ลองเปลี่ยนมาทำขนมคลีน ๆ อย่างเมนูกล้วยอบสูตรอาหารแสนง่ายกันเถอะ ขอนำเสนอวิธีทำกล้วยน้ำว้าอบ

กล้วยน้ำว้า

ส่วนผสม กล้วยน้ำว้าอบ
​​◆ กล้วยน้ำว้า
​​◆ งาขาว

วิธีทำกล้วยน้ำว้าอบ

1. ปอกเปลือกกล้วย และหั่นกล้วยให้เป็นแนวยาว แบ่งเป็น 4 ส่วน วางกระดาษรองอบในถาด จากนั้นนำกล้วยมาวางเรียงกัน

2. โรยงาขาว

3. นำเข้าเตาอบโดยใช้ไฟอ่อนที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส อบเป็นเวลา 70-90 นาที

ใครที่สนใจอยากลองทำสแน็กไม่อ้วนแบบนี้เก็บไว้กินเล่น ๆ ก็ทำได้ง่ายๆนะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

Continue Reading
ภาวะซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้า เป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเราเป็น โรคซึมเศร้า มาดูกัน

ภาวะซึมเศร้า หรือที่รู้จักกันว่าโรคซึมเศร้า เป็นภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ที่ผู้ป่วยอาจรู้สึกเศร้า สิ้นหวัง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือรู้สึกว่าตนด้อยค่า

ภาวะซึมเศร้า เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่โดยมากมักเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 20-30 ปี โรคความผิดปกติทางอารมณ์ส่วนใหญ่จะเริ่มพัฒนามาจากช่วงวัยรุ่นที่มีความเครียดและความวิตกกังวลสูง ดังนั้น ยิ่งในช่วงวัยรุ่นประสบกับความกังวลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าในวัยผู้ใหญ่มากขึ้นเท่านั้น

จากสถิติทั่วโลกพบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าประมาณ 350 ล้านคน มีความชุกราว 2-10 เปอร์เซ็นต์ และเป็นในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนในไทยมีจำนวนผู้ป่วยซึมเศร้าเพศหญิงเป็นอันดับที่ 3 และเพศชายเป็นอันดับที่ 8 ทั้งนี้ในปี 2557

กรมสุขภาพจิตของไทยได้คัดกรองกลุ่มเสี่ยงจำนวน 12 ล้านคน ในจำนวนนี้มีแนวโน้มป่วยโรคซึมเศร้า 6 ล้านคน ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคซึมเศร้า 5 แสนคน มีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย 6 แสนคน และคาดว่าคนไทยน่าจะมีภาวะซึมเศร้าถึงประมาณ 1.2 ล้านคน

ภาวะซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ โรคซึมเศร้าชนิดรุนแรง และโรคซึมเศร้าเรื้อรัง ในที่นี้จะกล่าวถึงชนิดเรื้อรังเพียงโดยสังเขปด้านล่าง ส่วนบทความทั้งหมดจะเน้นไปที่โรคซึมเศร้าชนิดรุนแรงเท่านั้น

โรคซึมเศร้าชนิดรุนแรง (Major Depression) เป็นอาการซึมเศร้าอย่างที่ส่งผลกระทบถึงชีวิตการทำงานหรือการเรียน รวมไปถึงการนอนหลับและการกินอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุขอย่างรุนแรง

โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Persistent Depressive Disorder) แม้จะมีอาการและความรุนแรงของอาการน้อยกว่า แต่ภาวะซึมเศร้าชนิดนี้จะคงอยู่กับผู้ป่วยยาวนานกว่ามาก เป็นเวลาอย่างน้อยตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ซึ่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรังก็อาจมีบางช่วงเวลาที่ต้องเผชิญภาวะซึมเศร้าชนิดรุนแรงร่วมด้วย

อาการของโรคซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการแตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรงของโรค เพศ หรืออายุ โดยอาจมีอารมณ์เศร้า หดหู่ วิตกกังวล มีความรู้สึกว่าตนไร้ค่า โดดเดี่ยว สิ้นหวัง หงุดหงิดง่าย ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะมีความรุนแรงและคงอยู่ยาวนานกว่าปกติ

ทั้งยังสามารถส่งผลกระทบทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าตลอดเวลา เจ็บปวดตามร่างกาย นอนหลับยากหรือหลับมากเกินไป หรือมีพฤติกรรมแยกตัวจากสังคม ไม่มีสมาธิ ทำงานไม่ได้ หมดความสนใจในเรื่องที่เคยชอบ ไปจนถึงการคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเองได้ ดูบอลออนไลน์

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุและปัจจัยประกอบกันจนพัฒนาไปเป็นภาวะซึมเศร้า ได้แก่ การทำงานของสมองบางส่วนที่ผิดปกติและมีระดับของสารเคมีไม่สมดุลกัน

ลักษณะนิสัยเดิมของผู้ป่วยที่เอื้อต่อการเผชิญภาวะซึมเศร้า เหตุการณ์ตึงเครียดในชีวิตและการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง รวมถึงอาการป่วยจากโรคและการใช้ยารักษาโรคที่ตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงในลักษณะอาการซึมเศร้า

การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า

แพทย์มักวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการพูดคุยสอบถามถึงอาการ ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้ป่วยว่าเข้าข่ายภาวะซึมเศร้าหรือไม่ มีความรุนแรงระดับใด โดยใช้ชุดคำถามมาตรฐานในการตรวจสอบ จากนั้นหากเข้าข่ายจะตรวจร่างกาย

เช่น ตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าภาวะซึมเศร้าที่สงสัยไม่ได้เป็นเกิดจากโรคอื่น ๆ เนื่องจากการรักษาที่โรคต้นเหตุจะเป็นการรักษาภาวะซึมเศร้าโดยตรง แล้วพิจารณาถึงวิธีการรักษาที่เหมาะสมในขั้นต่อไป

ภาวะซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้าในปัจจุบัน หลัก ๆ มีด้วยกัน 3 วิธี คือ การใช้ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) การพูดคุยบำบัดทางจิต (Psychotherapy) และการกระตุ้นเซลล์สมองและประสาท (Brain Stimulation Therapies)

โดยมากแพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยาต้านซึมเศร้าและการพูดคุยบำบัดกับผู้ป่วยควบคู่กันไป ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรงมาก มีพฤติกรรมมุ่งทำร้ายทำตัวเองหรือฆ่าตัวตาย จึงจะเลือกใช้การกระตุ้นเซลล์สมองและประสาทเพื่อรักษาได้ทันท่วงที

ทั้งนี้แพทย์ยังต้องพิจารณาอีกด้วยว่าจะใช้ยาตัวใด การพูดคุยบำบัด และการกระตุ้นเซลล์สมองรูปแบบใดจึงจะปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้น ๆ ที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนของโรคซึมเศร้า

ภาวะทางจิตใจที่ย่ำแย่สามารถส่งผลในหลายด้าน ทั้งทางร่างกาย พฤติกรรม และนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ในที่สุด เป็นเหตุให้ผู้ป่วยมีความผิดปกติของร่างกาย

เช่น เจ็บปวดตามส่วนต่าง ๆ รอบเดือนผิดปกติ มีปัญหาทางเพศ ปัญหาด้านการนอนหลับ พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ น้ำหนักเกิน และนำไปสู่การเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ และโรคเบาหวานตามมาในที่สุด

การป้องกันโรคซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้าไม่มีวิธีการป้องกันที่แน่นอน เนื่องจากสาเหตุอาจเกิดจากโรคบางประการ เช่น ความผิดปกติในสมอง อาการเจ็บป่วย หรือการใช้ยาที่เกิดภาวะซึมเศร้าแทรกซ้อนได้ ถือว่าเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม

แต่การสร้างพฤติกรรมทางสุขภาพที่ดีด้วยการเลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกาย การรักษาสภาวะอารมณ์ให้แจ่มใสด้วยการทำกิจกรรมเพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลาย นับเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะซึมเศร้าได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.pobpad.com

Continue Reading